10 สถิติและเรื่องน่ารู้ในวงการแก็ดเจ็ตและไอทีแห่งปี 2026 ที่คุณไม่ควรพลาด
เจาะลึก 10 สถิติและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกไอทีและแก็ดเจ็ตปี 2026 จากคลื่นลูกใหม่ AI PC แหวนสุขภาพ จนถึงต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ไปยังหัวข้อ
- 01คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI PC)
- 02แหวนอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ (Smart Rings)
- 03แบรนด์แหวนสุขภาพ โอร่า (Oura Ring)
- 04วิกฤตราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟน (Memory Crunch)
- 05ราคาเฉลี่ยสมาร์ตโฟนทั่วโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ (ASP)
- 06การครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนของ Samsung และ Apple
- 07อุปกรณ์สวมใส่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI (Wearable AI Devices)
- 08หูฟังอัจฉริยะแปลภาษาและตรวจจับสุขภาพ (AI Hearables)
- 09อุปกรณ์บันทึกและสรุปเสียงอัจฉริยะ (AI Wearable Recorders)
- 10การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ไอทีทั่วโลก (IT Data Center Boom)
โลกของอุปกรณ์ไอทีและแก็ดเจ็ตในปี 2569 (ค.ศ. 2026) กำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงซอฟต์แวร์บนคลาวด์ มาผังตัวลงในระดับชิปเซ็ตประมวลผลฮาร์ดแวร์ในชีวิตประจำวันของเราอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในคอมพิวเตอร์ทำงาน หูฟัง และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพขนาดจิ๋ว
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญกับคลื่นลมทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน ทั้งปัญหาราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และความต้องการอุปกรณ์ส่วนบุคคลที่มีราคาจำหน่ายเฉลี่ยปรับตัวแพงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบยิ่งขึ้นในทุกการอัปเกรดเครื่องใหม่
บทความนี้ กองบรรณาธิการ TNPrank ได้รวบรวม 10 ข้อเท็จจริง สถิติตัวเลข และประเด็นสำคัญที่สะท้อนทิศทางของเทคโนโลยีรอบตัวคุณ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคและคนทำงานไอทีเข้าใจภาพรวมและตัดสินใจเลือกซื้อแก็ดเจ็ตได้อย่างคุ้มค่าแม่นยำที่สุด
คัดเลือกอย่างไร
คัดเลือกจากข้อมูลสถิติตลาด การวิจัยของสถาบันชั้นนำ เช่น Gartner และ IDC รวมถึงกระแสนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในหมวดไอทีและแก็ดเจ็ตประจำปี 2568-2569 โดยเน้นข้อเท็จจริงเชิงสถิติและการประยุกต์ใช้งานจริง
ทั้ง 10 รายการ
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI PC)
ก้าวข้ามสู่ยุคคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ในตัวเอง
เทรนด์ฮาร์ดแวร์มาแรง

ตลาดคอมพิวเตอร์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างฮาร์ดแวร์ที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ จากเดิมที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องพึ่งพาระบบคลาวด์ขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยตามการประเมินของ Gartner ในปี 2569 ยอดจัดส่ง AI PC หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่รองรับงาน AI จะพุ่งแตะ 143 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.7% ของตลาดรวม ซึ่งขยายตัวแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ทำได้ 77.8 ล้านเครื่อง (31%)
หัวใจสำคัญที่แยก AI PC ออกจากคอมพิวเตอร์ยุคก่อนซึ่งต้องอาศัยเพียง CPU หรือการ์ดจอแยก คือการที่บรรดาผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Intel, AMD และ Qualcomm ได้ผนวกหน่วยประมวลผลระบบประสาท (NPU) ประสิทธิภาพสูงเข้ามาเป็นมาตรฐานบนตัวชิป ส่งผลให้อุปกรณ์สามารถรันโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLM) ได้ด้วยตัวเองแบบ On-Device AI ฝั่งผู้ใช้โดยตรง ตัดปัญหาเรื่องการต้องต่อเน็ตเพื่อส่งข้อมูลไปคำนวณยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก
การเปลี่ยนแปลงนี้ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและคนทำงานอย่างชัดเจน เพราะช่วยเร่งความเร็วในการตัดต่อวิดีโอ เรนเดอร์กราฟิก ไปจนถึงการย่อยข้อมูลเอกสารหนาๆ ได้อย่างลื่นไหลและไร้ความหน่วง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กรยังปลอดภัยยิ่งขึ้นเพราะประมวลผลอยู่แค่ในเครื่อง ไม่รั่วไหลออกไปภายนอก มอบความอุ่นใจและคุ้มค่าแก่กลุ่มคนทำงานสายครีเอทีฟ ธุรกิจ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่กำลังพิจารณาอัปเกรดเครื่องใหม่
- ตัวชี้วัดหลัก
- สัดส่วนยอดจัดส่ง 54.7% ของตลาดพีซีโลก
- หน่วยหรือมูลค่า
- ประมาณ 143 ล้านเครื่อง
- สถิติเปรียบเทียบ
- เพิ่มขึ้นจาก 31% (77.8 ล้านเครื่อง)
- ช่วงเวลาข้อมูล
- สิงหาคม 2568 - คาดการณ์ปี 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Gartner Research
- กลุ่มเป้าหมายการใช้งาน
- สายงานสร้างสรรค์คอนเทนต์และองค์กรธุรกิจ
- ครองสัดส่วนยอดจัดส่งเกินครึ่งหนึ่งของตลาดพีซีโลกเป็นครั้งแรก
- เน้นหน่วยประมวลผล NPU ช่วยคำนวณปัญญาประดิษฐ์บนตัวเครื่อง (On-Device)
- ตอบโจทย์ความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรและลดความหน่วง
จุดเด่น
- ทำงานด้านปัญญาประดิษฐ์ได้แบบออฟไลน์
- ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้ดีกว่าการใช้ชิปกราฟิกประมวลผล
ข้อควรรู้
- ซอฟต์แวร์ที่ดึงพลัง NPU มาใช้เต็มประสิทธิภาพยังอยู่ในช่วงทยอยพัฒนา
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนโน้ตบุ๊กใหม่เพื่อการทำงานระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า
แหวนอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ (Smart Rings)
อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพขนาดเล็กที่สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน
นวัตกรรมสุขภาพพกพา

ตลาดอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยแหวนอัจฉริยะ (Smart Rings) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในปี 2569 ตามรายงานของ FDM CCS Insight ระบุว่ายอดขายแหวนอัจฉริยะทั่วโลกพุ่งแตะระดับ 6 ล้านวง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 53% สวนทางกับตลาดสมาร์ตวอตช์แบบดั้งเดิมที่เริ่มอิ่มตัวจนตัวเลขยอดจัดส่งหดตัวลง 4% เนื่องจากผู้ใช้งานเริ่มชะลอการอัปเกรดนาฬิกาเรือนใหม่
สิ่งที่สร้างความแตกต่างและทำให้แหวนอัจฉริยะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งจากสมาร์ตวอตช์ได้ คือปัจจัยด้านการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รูปทรงที่มีความกะทัดรัด น้ำหนักเบา ไร้หน้าจอคอยรบกวนสายตา และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานหลายวัน ช่วยให้ผู้ใช้สวมใส่เข้านอนได้อย่างสบายโดยไม่รู้สึกอึดอัดบริเวณข้อมือ ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งของหลอดเลือดบริเวณนิ้วมือยังให้ความแม่นยำในการเก็บข้อมูลชีวมาตร (Biometrics) ที่สูงกว่าและเสถียรกว่าผิวหนังบริเวณหลังข้อมือ
ในแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์จริง การที่แบรนด์เทคโนโลยีขนาดใหญ่กระโดดเข้ามาแข่งขัน ส่งผลให้อัลกอริทึมการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ผู้ใช้งานสามารถติดตามข้อมูลความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) อุณหภูมิผิวหนังแบบต่อเนื่อง และวงจรการนอนหลับได้อย่างละเอียด ทำให้ทราบแนวโน้มความเหนื่อยล้าสะสม การฟื้นฟูของร่างกาย และความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงลึกแต่ไม่ต้องการภาระจากการสวมใส่นาฬิกาเรือนใหญ่ตลอดเวลา
- ตัวชี้วัดหลัก
- อัตราการเติบโตยอดขาย 53%
- หน่วยหรือมูลค่า
- 6 ล้านวงทั่วโลก
- สถิติเปรียบเทียบ
- สวนทางตลาดสมาร์ตวอตช์ที่หดตัว 4%
- ช่วงเวลาข้อมูล
- กรกฎาคม 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- FDM CCS Insight
- รูปแบบการใช้งาน
- สวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพ
- อัตราการเติบโตสวนทางกับนาฬิกาสมาร์ตวอตช์รุ่นมาตรฐาน
- เน้นการตรวจวัดค่าการนอนหลับและสุขภาพลึกระดับชีวมาตร
- แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานหลายวันโดยไม่ต้องถอดชาร์จทุกคืน
จุดเด่น
- ดีไซน์เรียบหรู น้ำหนักเบา ใส่แทนเครื่องประดับได้
- ไม่รบกวนสายตาและไม่มีการแจ้งเตือนสั่นสะเทือนตลอดวัน
ข้อควรรู้
- ไม่มีหน้าจอแสดงผล ต้องเปิดดูข้อมูลวิเคราะห์ผ่านสมาร์ตโฟนเท่านั้น
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแทร็กการนอนหลับและฟื้นฟูร่างกายอย่างจริงจังโดยไม่ชอบใส่นาฬิกานอน
แบรนด์แหวนสุขภาพ โอร่า (Oura Ring)
ผู้กำหนดมาตรฐานแห่งวงการแหวนตรวจวัดสุขภาพชีวมาตร
ผู้นำตลาดเฉพาะกลุ่ม

Oura ยังคงตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดแหวนอัจฉริยะเพื่อสุขภาพได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากเอกสารยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC Filing) และ Global Market Insights (GMI) ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า Oura ครองส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 76.4% ด้วยยอดจัดส่งสูงกว่า 3.6 ล้านวงในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำมาตรฐานระดับอุตสาหกรรมที่ยากจะโค่นล้ม
สิ่งที่ทำให้ Oura ยืนหยัดเหนือคู่แข่งในยุคที่แบรนด์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มรุกคืบเข้ามาในตลาดแหวนสุขภาพ คือการวางโมเดลธุรกิจแบบบริการสมาชิก (Subscription Model) ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกระดับชำระเงิน (Paying Members) แตะระดับ 5 ล้านรายเรียบร้อยแล้ว การผสานระหว่างฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียมเข้ากับซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเฉพาะบุคคล ทำให้ Oura ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์เก็บสถิติตัวเลข แต่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพประจำตัวที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ที่สะสมมายาวนาน
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและผู้รักสุขภาพ ข้อมูลเชิงลึกจาก Oura สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงผ่านตัวชี้วัดสำคัญอย่างคะแนนความพร้อมของร่างกาย (Readiness Score) ที่ประมวลผลจากการนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย และค่า HRV ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้ว่าวันใดควรพักผ่อนหรือวันใดพร้อมออกกำลังกายหนัก ความแม่นยำในการตรวจวัดระยะหลับลึกและการตรวจจับสัญญาณการฟื้นตัวที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ ทำให้ผู้ใช้ได้รับคำแนะนำที่แม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะหมดไฟหรือการฝึกซ้อมเกินพิกัดได้อย่างตรงจุด
- ตัวชี้วัดหลัก
- ส่วนแบ่งตลาดโลก 76.4%
- หน่วยหรือมูลค่า
- ยอดขาย 3.6 ล้านวงในรอบปี
- สถิติเปรียบเทียบ
- สมาชิกชำระเงินแตะ 5 ล้านราย
- ช่วงเวลาข้อมูล
- มิถุนายน - กันยายน 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Oura SEC Filing / Global Market Insights
- ระบบปฏิบัติการที่รองรับ
- iOS และ Android
- ครองส่วนแบ่งตลาดแหวนสุขภาพเกิน 3 ใน 4 ของทั้งโลก
- ระบบวิเคราะห์ Readiness Score ได้รับการยอมรับในหมู่นักกีฬาอาชีพ
- มีฐานสมาชิกผู้ใช้งานแบบชำระเงินสม่ำเสมอมากกว่า 5 ล้านราย
จุดเด่น
- อัลกอริทึมวิเคราะห์การนอนหลับมีความละเอียดสูงมาก
- วัสดุไทเทเนียมทนทาน น้ำหนักเบา กันน้ำได้ลึก
ข้อควรรู้
- มีค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติมเพื่อให้ใช้งานฟีเจอร์วิเคราะห์ขั้นสูงได้ครบถ้วน
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำของข้อมูลสุขภาพระดับพรีเมียมและยอมรับระบบสมาชิกรายเดือนได้
วิกฤตราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟน (Memory Crunch)
วิกฤตชิปหน่วยความจำแพงที่ส่งผลต่อต้นทุนมือถือทั่วโลก
ปรากฏการณ์อุตสาหกรรม

ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ต้องเผชิญกับคลื่นลมมรสุมครั้งสำคัญ โดยรายงานจาก IDC Worldwide Quarterly Mobile Phone Tracker ชี้ว่า ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนรวมทั่วโลกลดลง 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหลือเพียง 276.3 ล้านเครื่อง โดยมีต้นตอหลักมาจากวิกฤตราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตโทรศัพท์มือถือทั่วโลก
ความแตกต่างของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาความต้องการของผู้บริโภคตกต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระแสความคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ผลักดันให้เซิร์ฟเวอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกต้องการชิป DRAM และ NAND ประสิทธิภาพสูงอย่างมหาศาล โรงงานผู้ผลิตชิปชั้นนำจึงจัดสรรกำลังการผลิตส่วนใหญ่ไปป้อนให้กับตลาดองค์กรและ AI ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์พกพาขาดแคลนอย่างหนัก และดันให้ราคาชิ้นส่วนพุ่งทะยานขึ้นเกือบ 300% ภายในระยะเวลาอันสั้น
ผลกระทบเชิงลึกที่ส่งตรงถึงตลาดสมาร์ตโฟนคือ โครงสร้างต้นทุนวัสดุ (Bill of Materials หรือ BOM) ของสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นและระดับกลางได้รับแรงกดดันจนสัดส่วนต้นทุนพุ่งสูงเกินกว่า 65% ทำให้ค่ายผู้ผลิตแทบไม่เหลือกำไรและจำเป็นต้องชะลอการเปิดตัวหรือลดการอัปเกรดสเปกฮาร์ดแวร์ลง ส่งผลให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหามือถือราคาประหยัดต้องเผชิญกับสถานการณ์สินค้าขึ้นราคาหรือได้สเปกเครื่องที่ไม่ได้ก้าวกระโดดจากรุ่นเดิม การวางแผนซื้อจึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าและอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ตัวชี้วัดหลัก
- ราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำพุ่งขึ้นเกือบ 300%
- หน่วยหรือมูลค่า
- ยอดจัดส่งมือถือลดลง 7.4% (276.3 ล้านเครื่อง)
- สถิติเปรียบเทียบ
- ต้นทุน BOM รุ่นเริ่มต้นพุ่งเกิน 65%
- ช่วงเวลาข้อมูล
- ไตรมาส 2 ปี 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- IDC Worldwide Quarterly Mobile Phone Tracker
- ผลกระทบต่อตลาด
- ส่งผลให้รอบการเปลี่ยนมือถือของผู้บริโภคยาวนานขึ้น
- ต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้นสูงอันเนื่องมาจากกระแสดาต้าเซ็นเตอร์ AI
- สมาร์ตโฟนระดับราคาประหยัดได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตมากที่สุด
- ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกปรับตัวลดลงตามภาวะชะลอตัว
จุดเด่น
- กระตุ้นให้ผู้ผลิตหันไปปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้ใช้ทรัพยากรเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อควรรู้
- ทำให้สมาร์ตโฟนราคาประหยัดอาจปรับขึ้นราคาหรือลดสเปกแรมลง
เหมาะกับใคร
ผู้บริโภคควรวางแผนการซื้อสมาร์ตโฟนโดยเน้นรุ่นที่มีแรมและรอมเพียงพอต่อการใช้งานระยะยาว
ราคาเฉลี่ยสมาร์ตโฟนทั่วโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ (ASP)
แนวโน้มผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่ออุปกรณ์ระดับเรือธงที่ใช้งานได้ยาวนาน
สถิติตลาดเด่น

แม้ว่าปริมาณยอดจัดส่งเครื่องในตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่ในเชิงมูลค่านั้นกลับสร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยรายงานจาก IDC ในเดือนสิงหาคม 2569 เปิดเผยว่า ราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อเครื่อง (Average Selling Price หรือ ASP) ของสมาร์ตโฟนทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นแตะ 581 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการเติบโตถึง 27.6% ภายในเวลาเพียงปีเดียว ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมของสมาร์ตโฟนทั่วโลกพุ่งทะยานแตะระดับ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปเลือกซื้อสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมและเรือธง (Flagship) มากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ตลาดขับเคลื่อนด้วยสมาร์ตโฟนราคาประหยัดเป็นหลัก การที่ชิปประมวลผลรุ่นท็อปจำเป็นต้องรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง การใช้วัสดุโครงสร้างที่ทนทานยิ่งขึ้น ตลอดจนนวัตกรรมหน้าจอแบบพับได้ ทำให้โครงสร้างราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตามขีดความสามารถของฮาร์ดแวร์
ในมุมมองของผู้บริโภค ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าวงรอบการเปลี่ยนสมาร์ตโฟนกำลังเปลี่ยนไป โดยผู้คนยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อแลกกับเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง รองรับฟีเจอร์ AI แบบเต็มรูปแบบ และได้รับการการันตีการอัปเดตระบบปฏิบัติการรวมถึงแพตช์ความปลอดภัยยาวนาน 5-7 ปี การลงทุนซื้อเครื่องระดับพรีเมียมในปัจจุบันจึงกลายเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องโดยเครื่องไม่ตกรุ่นเร็ว และรักษามูลค่าขายต่อได้ดีกว่ารุ่นราคาประหยัด
- ตัวชี้วัดหลัก
- ราคาเฉลี่ยแตะ 581 ดอลลาร์สหรัฐ
- หน่วยหรือมูลค่า
- มูลค่าตลาดรวม 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สถิติเปรียบเทียบ
- ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 27.6% YoY
- ช่วงเวลาข้อมูล
- สิงหาคม 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- IDC Mobile Market Forecast
- แนวโน้มตลาด
- ตลาดระดับบนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
- ราคาจำหน่ายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ผู้บริโภคเลือกซื้อรุ่นสเปกพรีเมียมเพื่อการใช้งานระยะยาว 3-5 ปี
- มูลค่าตลาดรวมขยายตัวสวนทางกับยอดจัดส่งจำนวนเครื่อง
จุดเด่น
- สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนการอัปเดตซอฟต์แวร์ยาวนานขึ้น
ข้อควรรู้
- ภาระค่าใช้จ่ายต่อการซื้อสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องของผู้บริโภคสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เหมาะกับใคร
แนะนำให้ผู้ใช้งานเลือกรุ่นที่มีสเปกระดับพรีเมียมเพื่อให้รองรับฟีเจอร์ AI และใช้งานได้หลายปี
การครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนของ Samsung และ Apple
สองยักษ์ใหญ่ผู้ขับเคลื่อนทิศทางและกำไรของตลาดสมาร์ตโฟนโลก
ผู้นำตลาดโลก

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจและภาวะต้นทุนการผลิตที่กดดันตลาดอุปกรณ์พกพาทั่วโลก ข้อมูลจาก IDC ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสองยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung และ Apple ที่ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดสมาร์ตโฟนไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการกวาดส่วนแบ่งยอดจัดส่งรวมกันมากกว่า 42% ของตลาดโลก ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งในตลาดระดับล่างที่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนอย่างหนัก
ในรายละเอียดการแข่งขัน Samsung ยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 21.7% คิดเป็นอัตราการเติบโต 3.6% เมื่อเทียบรายปี (YoY) โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากยอดขายที่แข็งแกร่งของสมาร์ตโฟนตระกูล Galaxy S Series และกลุ่มนวัตกรรมจอพับ ขณะที่ Apple ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่ง 21.0% พร้อมอัตราการเติบโต 5.0% YoY อันเป็นผลมาจากพลังของระบบนิเวศ iOS ที่เหนียวแน่นและการอัปเกรดเครื่องใหม่ของฐานลูกค้าเดิม
สิ่งที่บทวิเคราะห์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ กลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมมีภูมิต้านทานต่อสภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มลูกค้าระดับเริ่มต้น ทำให้แบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดบนสามารถประคองการเติบโตได้ต่อเนื่อง สำหรับผู้ใช้งาน การเลือกซื้ออุปกรณ์จากสองแบรนด์ผู้นำนี้ยังคงให้ความมั่นใจสูงสุดในแง่ของเสถียรภาพซอฟต์แวร์ การบูรณาการฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ไร้รอยต่อ และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ที่เลือกซื้อจะได้รับการสนับสนุนในระยะยาวอย่างคุ้มค่า
- ตัวชี้วัดหลัก
- ส่วนแบ่งตลาดรวมสองแบรนด์ 42.7%
- หน่วยหรือมูลค่า
- Samsung 21.7% และ Apple 21.0%
- สถิติเปรียบเทียบ
- อัตราเติบโต 3.6% และ 5.0% YoY ตามลำดับ
- ช่วงเวลาข้อมูล
- ไตรมาส 1 ปี 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- IDC Worldwide Mobile Tracker
- กลยุทธ์สินค้า
- เน้นฟีเจอร์ AI เฉพาะตัวและการบูรณาการระบบนิเวศ
- Samsung และ Apple รักษาตำแหน่งผู้นำสองอันดับแรกได้อย่างเหนียวแน่น
- เติบโตสวนทางกับภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟนระดับล่างที่หดตัว
- พลังของระบบนิเวศและฐานลูกค้าตลาดบนช่วยพยุงยอดขาย
จุดเด่น
- การรับประกัน ศูนย์บริการ และการอัปเดตระบบมีความต่อเนื่องและมั่นคงสูงสุด
ข้อควรรู้
- ทำให้ทางเลือกในกลุ่มระบบปฏิบัติการและสมาร์ตโฟนระดับท็อปถูกผูกขาดโดยสองผู้ผลิตหลัก
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความมั่นใจในบริการหลังการขายและการเชื่อมโยงอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ
อุปกรณ์สวมใส่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI (Wearable AI Devices)
การปฏิวัติอุปกรณ์สวมใส่ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์
เทคโนโลยีแห่งอนาคต

ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ จากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลทั่วไปไปสู่การเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI (Wearable AI Devices) อย่างเต็มรูปแบบ โดยรายงานจาก Ubuy Industry Report ในเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า รายได้รวมของตลาดกลุ่มนี้พุ่งแตะระดับ 69,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 52,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ตอกย้ำว่า AI กำลังกลายมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์
สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างอุปกรณ์สวมใส่ยุคใหม่กับยุคก่อนหน้า คือความสามารถในการทำความเข้าใจบริบทแวดล้อมของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ การผสานโมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิดช่วยให้อุปกรณ์ไม่เพียงแค่ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจหรือนับก้าวเดินตามปกติ แต่สามารถรับฟังเสียง วิเคราะห์บทสนทนา ตลอดจนประเมินอารมณ์และระดับความเครียด เพื่อให้คำแนะนำและโต้ตอบกับผู้สวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยดูแลอยู่ข้างกายตลอดเวลา
สำหรับผู้บริโภค ประโยชน์เชิงลึกที่จับต้องได้จริงคือประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตที่ยกระดับขึ้น โดยเฉพาะการประมวลผลด้วยโมเดลภาษาขนาดเล็กบนตัวอุปกรณ์ ที่ทำให้สามารถสรุปการประชุมแบบสดๆ เตือนความจำตามบริบทพฤติกรรม และให้คำแนะนำด้านการฟื้นฟูสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคลได้ทันทีโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา การลงทุนในแก็ดเจ็ตกลุ่มนี้จึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการเวลาและการดูแลสุขภาพเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ตัวชี้วัดหลัก
- มูลค่าตลาดรวม 69,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- หน่วยหรือมูลค่า
- เติบโตจาก 52,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สถิติเปรียบเทียบ
- ขยายตัวกว่า 31% ภายในปีเดียว
- ช่วงเวลาข้อมูล
- สิงหาคม 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Ubuy Industry Market Report
- ประเภทอุปกรณ์เด่น
- แว่นตา AR/AI, เข็มกลัดอัจฉริยะ, และสายรัดข้อมือชีวมาตร
- มูลค่าตลาดพุ่งแตะระดับเฉียด 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เปลี่ยนผ่านจากการแทร็กตัวเลขแบบดั้งเดิมสู่การวิเคราะห์เชิงบริบท
- รวมแก็ดเจ็ตหลากหลายรูปแบบ ทั้งแว่นตาอัจฉริยะและเข็มกลัด AI
จุดเด่น
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการจดบันทึกในแต่ละวันอย่างมหาศาล
ข้อควรรู้
- ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของการบันทึกเสียงและภาพตลอดเวลา
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับคนทำงานยุคใหม่และผู้ที่ชื่นชอบการทดลองใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพส่วนบุคคล
หูฟังอัจฉริยะแปลภาษาและตรวจจับสุขภาพ (AI Hearables)
หูฟังยุคใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งล่ามส่วนตัวและโค้ชสุขภาพ
แกดเจ็ตยอดนิยม

วิวัฒนาการของหูฟังไร้สายก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการเป็นเพียงอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง ไปสู่การเป็นอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะด้านการสื่อสารและสุขภาพ หรือ 'AI Hearables' อย่างเต็มรูปแบบ โดยรายงาน Global AI Gadgets Report ประจำเดือนสิงหาคม 2569 คาดการณ์ว่า ยอดจัดส่งหูฟังและอุปกรณ์ Hearables ที่ติดตั้งความสามารถ AI ทั่วโลกจะทะลุ 407.6 ล้านชิ้น สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการให้อุปกรณ์ขนาดเล็กนี้ทำงานได้หลากหลายและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น
ความโดดเด่นที่ทำให้อุปกรณ์กลุ่มนี้แตกต่างจากหูฟังบลูทูธทั่วไป คือการผสานเทคโนโลยีการแปลภาษาแบบเรียลไทม์สองทาง (Two-Way Real-Time Translation) เข้ากับระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะและไมโครโฟนรอบทิศทาง ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารข้ามภาษา เช่น แปลงเสียงพูดภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยและส่งตรงเข้าสู่หูฟังได้ทันทีโดยแทบไม่มีความหน่วง ขณะเดียวกัน ภายในช่องหูยังติดตั้งเซนเซอร์วัดแสงชีวมาตร (Biometrics) ที่สามารถตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิแกนกลางร่างกายได้อย่างแม่นยำ
ในแง่การใช้งานจริง AI Hearables กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับนักธุรกิจ นักเดินทาง และผู้รักการออกกำลังกาย การตรวจวัดสัญญาณชีพผ่านช่องหูช่วยลดข้อจำกัดของสมาร์ตวอตช์ในยามที่มีการเคลื่อนไหวของข้อมืออย่างหนัก ทำให้นักกีฬาสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ขณะที่ฟังก์ชันการแปลภาษาช่วยทลายกำแพงในการเจรจาธุรกิจและการท่องเที่ยว ทำให้หูฟังกลายเป็นแก็ดเจ็ตสารพัดประโยชน์ที่ควรพกติดตัวในชีวิตประจำวัน
- ตัวชี้วัดหลัก
- ยอดจัดส่งทั่วโลกทะลุ 407.6 ล้านชิ้น
- หน่วยหรือมูลค่า
- เติบโตเป็นอุปกรณ์ฟังเพลงหลักของโลก
- สถิติเปรียบเทียบ
- มากกว่า 40% มีฟังก์ชัน AI เฉพาะทาง
- ช่วงเวลาข้อมูล
- สิงหาคม 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Global AI Gadgets Industry Report
- ฟังก์ชันสำคัญ
- การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และระบบตัดเสียงรบกวนเชิงบริบท
- ฟีเจอร์แปลภาษาแบบสองทิศทางทำงานได้แทบไร้ความหน่วง
- ติดตั้งเซนเซอร์ชีวมาตรในช่องหูเพื่อวัดสุขภาพขณะออกกำลังกาย
- ยอดจัดส่งแตะระดับมากกว่า 400 ล้านชิ้นทั่วโลก
จุดเด่น
- ใช้งานได้อเนกประสงค์ทั้งการทำงาน การท่องเที่ยว และการออกกำลังกาย
ข้อควรรู้
- การเปิดฟังก์ชันแปลภาษาและเซนเซอร์สุขภาพพร้อมกันกินพลังงานแบตเตอรี่ค่อนข้างไว
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งและผู้ที่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำ
อุปกรณ์บันทึกและสรุปเสียงอัจฉริยะ (AI Wearable Recorders)
ผู้ช่วยจดบันทึกและถอดเทปการประชุมอัตโนมัติสำหรับมืออาชีพ
อุปกรณ์ช่วยทำงานยอดเยี่ยม

ในยุคแห่งการทำงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ แก็ดเจ็ตประเภทตัวเหน็บ AI เพื่อจดบันทึกและแปลงเสียงพูดอัตโนมัติ (AI Wearable Recorders) กลายมาเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดดในปี 2569 ตามรายงานของ CBS News และ Tech Product Index ที่ระบุว่า อุปกรณ์ตระกูล Plaud NotePin, Omi และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษในกลุ่มวัยทำงาน นักกฎหมาย แพทย์ และนักศึกษา ที่ต้องการเพิ่มผลผลิตในการทำงาน (Productivity) ท่ามกลางกระแสการใช้งาน On-Device AI
สิ่งที่ทำให้อุปกรณ์บันทึกเสียงยุคใหม่นี้แตกต่างจากเครื่องอัดเสียงแบบเดิมหรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน คือการออกแบบตัวฮาร์ดแวร์ให้มีขนาดกะทัดรัดเพียงปลายนิ้ว สามารถเหน็บไว้ที่ปกเสื้อ คล้องคอ หรือแปะไว้ด้านหลังเคสมือถือได้อย่างกลมกลืน พร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนที่ปรับจูนมาเพื่อดักจับเสียงสนทนาในห้องประชุมโดยเฉพาะ แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการผนวกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเข้ากับระบบประมวลผล ทำให้สามารถถอดเทปและแปลงเสียงพูดออกมาเป็นข้อความได้อย่างแม่นยำ
รายละเอียดเชิงลึกที่ผู้ใช้งานนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที คือระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการถอดความภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างลื่นไหล พร้อมจัดทำโครงสร้างสรุปประเด็นสำคัญ แยกแยะผู้พูด และสร้างรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) หรือบันทึกการประชุมส่งตรงเข้าสู่ระบบคลาวด์และคอมพิวเตอร์ได้ทันทีที่สิ้นสุดการสนทนา ช่วยลดระยะเวลาในการนั่งฟังเทปและพิมพ์สรุปงานลงได้หลายชั่วโมงต่อวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องเข้าประชุมบ่อยครั้งหรือต้องการบันทึกเลกเชอร์ที่มีเนื้อหาซับซ้อน
- ตัวชี้วัดหลัก
- กลุ่มสินค้าแก็ดเจ็ตที่เติบโตสูงในตลาดออฟฟิศ
- หน่วยหรือมูลค่า
- ยอดค้นหาและสั่งซื้อเติบโตกว่า 80%
- สถิติเปรียบเทียบ
- ลดเวลาทำบันทึกการประชุมลงได้เฉลี่ย 70%
- ช่วงเวลาข้อมูล
- กันยายน 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Tech Product Index / CBS News Tech Report
- ความจุแบตเตอรี่
- ใช้งานบันทึกเสียงต่อเนื่องได้ 20-30 ชั่วโมง
- ขนาดกะทัดรัด สวมใส่หรือติดไว้กับอุปกรณ์อื่นได้ง่ายดาย
- แปลงเสียงเป็นข้อความและสรุปการประชุมแบบอัตโนมัติ
- รองรับการใช้งานภาษาไทยได้อย่างแม่นยำสูง
จุดเด่น
- ช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีสมาธิกับการสนทนาโดยไม่ต้องก้มหน้าจดบันทึกตลอดเวลา
ข้อควรรู้
- ควรแจ้งคู่สนทนาก่อนเริ่มบันทึกเสียงเพื่อมารยาทและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับนักศึกษา นักข่าว ทนายความ และผู้บริหารที่ต้องประชุมติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ไอทีทั่วโลก (IT Data Center Boom)
พลังเบื้องหลังความฉลาดของทุกแก็ดเจ็ตและโมเดลปัญญาประดิษฐ์
สถิติโครงสร้างพื้นฐาน

การทำงานที่ชาญฉลาดของบรรดาอุปกรณ์ไอทีและแก็ดเจ็ตในมือผู้ใช้งาน ล้วนขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล โดย Gartner เปิดเผยตัวเลขเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 คาดการณ์ว่ายอดการใช้จ่ายด้านไอที (IT Spending) ทั่วโลกจะมีมูลค่ารวม 6.37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตขึ้น 14.2% จากปี 2568 ซึ่งกลุ่มที่สร้างสถิติเติบโตสูงสุดตกเป็นของระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center Systems) ที่ขยายตัวทะลุ 62.5% คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 822,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับภาระงานของโมเดลปัญญาประดิษฐ์
เป้าหมายการลงทุนระลอกนี้เปลี่ยนทิศทางจากการซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม ไปสู่การสร้างคลัสเตอร์สำหรับการประมวลผล AI และการวางระบบคลาวด์ยุคใหม่ โดยข้อมูลจาก Gartner ระบุเสริมว่า การใช้จ่ายของผู้ใช้งานปลายทางสำหรับแพลตฟอร์มและโมเดล AI มียอดรวม 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 63.4%) โดยเฉพาะโมเดล GenAI ที่พุ่งแรงถึง 117% ทำให้การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้มีบทบาทเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยส่งต่อพลังงานให้ระบบนิเวศไอทีทั้งหมดเดินหน้าต่อไปได้
คลื่นการเติบโตของศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบสู่ผู้บริโภคและฝั่งธุรกิจในสองด้าน ด้านหนึ่งช่วยให้แอปพลิเคชัน AI บนอุปกรณ์ต่างๆ มีความเฉลียวฉลาดขึ้น ประมวลผลสิ่งที่ซับซ้อนได้รวดเร็วทันใจ ทว่าอีกด้านหนึ่ง ความต้องการชิ้นส่วนหน่วยความจำและชิปประมวลผลที่ถาโถมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลับเข้าไปแย่งโควตาการผลิตในอุตสาหกรรม จนดันให้ต้นทุนชิ้นส่วนของพีซีและสมาร์ตโฟนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องเตรียมรับมือกับแนวโน้มค่าตัวของอุปกรณ์ไอทีรุ่นใหม่ๆ ที่มีโอกาสปรับราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ตัวชี้วัดหลัก
- การใช้จ่ายด้านไอทีรวม 6.37 ล้านล้านดอลลาร์
- หน่วยหรือมูลค่า
- หมวดดาต้าเซ็นเตอร์แตะ 822,000 ล้านดอลลาร์
- สถิติเปรียบเทียบ
- งบดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต 62.5% YoY
- ช่วงเวลาข้อมูล
- กรกฎาคม 2569
ข้อมูลใช้งานจริง
- แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Gartner Worldwide IT Spending Forecast
- กลุ่มอุตสาหกรรมขับเคลื่อน
- ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และเซมิคอนดักเตอร์
- การเติบโตของงบประมาณดาต้าเซ็นเตอร์สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 62.5%
- ขับเคลื่อนโดยความต้องการประมวลผล Generative AI ระดับองค์กร
- ส่งผลต่อราคาและกำลังการผลิตชิปประมวลผลทั่วโลก
จุดเด่น
- ช่วยให้บริการ AI บนคลาวด์มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และความแม่นยำสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ข้อควรรู้
- การบริโภคพลังงานและน้ำหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม
เหมาะกับใคร
เป็นข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนและคนทำงานไอทีควรรู้เพื่อเข้าใจทิศทางอุตสาหกรรมภาพรวม
เปรียบเทียบทั้ง 10 รายการ
| # | รายการ | ตัวชี้วัดหลัก | หน่วยหรือมูลค่า | สถิติเปรียบเทียบ | ช่วงเวลาข้อมูล |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI PC) | สัดส่วนยอดจัดส่ง 54.7% ของตลาดพีซีโลก | ประมาณ 143 ล้านเครื่อง | เพิ่มขึ้นจาก 31% (77.8 ล้านเครื่อง) | สิงหาคม 2568 - คาดการณ์ปี 2569 |
| 2 | แหวนอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ (Smart Rings) | อัตราการเติบโตยอดขาย 53% | 6 ล้านวงทั่วโลก | สวนทางตลาดสมาร์ตวอตช์ที่หดตัว 4% | กรกฎาคม 2569 |
| 3 | แบรนด์แหวนสุขภาพ โอร่า (Oura Ring) | ส่วนแบ่งตลาดโลก 76.4% | ยอดขาย 3.6 ล้านวงในรอบปี | สมาชิกชำระเงินแตะ 5 ล้านราย | มิถุนายน - กันยายน 2569 |
| 4 | วิกฤตราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟน (Memory Crunch) | ราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำพุ่งขึ้นเกือบ 300% | ยอดจัดส่งมือถือลดลง 7.4% (276.3 ล้านเครื่อง) | ต้นทุน BOM รุ่นเริ่มต้นพุ่งเกิน 65% | ไตรมาส 2 ปี 2569 |
| 5 | ราคาเฉลี่ยสมาร์ตโฟนทั่วโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ (ASP) | ราคาเฉลี่ยแตะ 581 ดอลลาร์สหรัฐ | มูลค่าตลาดรวม 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ | ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 27.6% YoY | สิงหาคม 2569 |
| 6 | การครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนของ Samsung และ Apple | ส่วนแบ่งตลาดรวมสองแบรนด์ 42.7% | Samsung 21.7% และ Apple 21.0% | อัตราเติบโต 3.6% และ 5.0% YoY ตามลำดับ | ไตรมาส 1 ปี 2569 |
| 7 | อุปกรณ์สวมใส่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI (Wearable AI Devices) | มูลค่าตลาดรวม 69,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ | เติบโตจาก 52,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ | ขยายตัวกว่า 31% ภายในปีเดียว | สิงหาคม 2569 |
| 8 | หูฟังอัจฉริยะแปลภาษาและตรวจจับสุขภาพ (AI Hearables) | ยอดจัดส่งทั่วโลกทะลุ 407.6 ล้านชิ้น | เติบโตเป็นอุปกรณ์ฟังเพลงหลักของโลก | มากกว่า 40% มีฟังก์ชัน AI เฉพาะทาง | สิงหาคม 2569 |
| 9 | อุปกรณ์บันทึกและสรุปเสียงอัจฉริยะ (AI Wearable Recorders) | กลุ่มสินค้าแก็ดเจ็ตที่เติบโตสูงในตลาดออฟฟิศ | ยอดค้นหาและสั่งซื้อเติบโตกว่า 80% | ลดเวลาทำบันทึกการประชุมลงได้เฉลี่ย 70% | กันยายน 2569 |
| 10 | การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ไอทีทั่วโลก (IT Data Center Boom) | การใช้จ่ายด้านไอทีรวม 6.37 ล้านล้านดอลลาร์ | หมวดดาต้าเซ็นเตอร์แตะ 822,000 ล้านดอลลาร์ | งบดาต้าเซ็นเตอร์เติบโต 62.5% YoY | กรกฎาคม 2569 |
เลือกแบบไหนดี?
สรุปสั้นๆ ว่าแต่ละรายการเหมาะกับใคร
- ถ้าคุณคนทำงานออฟฟิศและนักศึกษา#9อุปกรณ์บันทึกและสรุปเสียงอัจฉริยะ (AI Wearable Recorders)ช่วยเปลี่ยนเสียงบรรยายและการประชุมเป็นบทสรุปเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ ประหยัดเวลาทำงานได้หลายชั่วโมงต่อสัปดาห์อ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณผู้รักสุขภาพที่ชอบความเรียบง่าย#2แหวนอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ (Smart Rings)สวมใส่ตรวจวัดการนอนหลับและฟื้นฟูร่างกายได้สบายตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีหน้าจอรบกวนสายตาอ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณผู้ที่ต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ระยะยาว#1คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI PC)มีชิปประมวลผล NPU ในตัวที่รองรับฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ไปได้อีกอย่างน้อย 3-5 ปีโดยไม่ตกรุ่นอ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณนักเดินทางและคนทำงานร่วมกับต่างชาติ#8หูฟังอัจฉริยะแปลภาษาและตรวจจับสุขภาพ (AI Hearables)ทำหน้าที่เป็นล่ามส่วนตัวแปลภาษาเรียลไทม์เข้าสู่หูทันที ช่วยให้การสื่อสารระหว่างการเดินทางราบรื่นอ่านรายละเอียด
บทสรุป
ภาพรวมของแก็ดเจ็ตและไอทีในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาอุปกรณ์ที่อัปเกรดเพียงความเร็วหน้าจอหรือกล้องถ่ายภาพอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ตลาดฮาร์ดแวร์จะเผชิญแรงกดดันด้านราคาชิ้นส่วน แต่การเลือกอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะด้านอย่างแท้จริงจะสร้างมูลค่าการใช้งานได้ยาวนานที่สุด
อ่านเพิ่มในหัวข้อแก็ดเจ็ตและไอที59แกดเจ็ต26สมาร์ตโฟน25
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อย
AI PC แตกต่างจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทั่วไปอย่างไร?
AI PC มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลพิเศษที่เรียกว่า NPU (Neural Processing Unit) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณงานปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ ทำให้สามารถรันโมเดล AI ในตัวเครื่องได้รวดเร็ว ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยไม่ต้องส่งขึ้นคลาวด์
ทำไมราคาเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนในปี 2569 จึงสูงขึ้นมาก?
ราคาเฉลี่ยขยับขึ้นเนื่องจากราคาชิปหน่วยความจำ (RAM และ Flash Storage) พุ่งสูงขึ้นจากความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสมาร์ตโฟนกลุ่มเรือธงราคาพรีเมียมเพื่อเน้นการใช้งานระยะยาวแทนการเปลี่ยนเครื่องบ่อย
แหวนอัจฉริยะสามารถทดแทนนาฬิกาสมาร์ตวอตช์ได้สมบูรณ์หรือไม่?
สามารถทดแทนได้ในแง่ของการตรวจจับสุขภาพ การนอนหลับ และชีพจรที่แม่นยำสูง แต่ไม่สามารถทดแทนฟังก์ชันการดูหน้าจอแสดงผล การตอบข้อความ หรือระบบนำทาง GPS แบบสมาร์ตวอตช์ได้
อุปกรณ์ประเภทตัวเหน็บบันทึกเสียง AI ปลอดภัยต่อข้อมูลความลับหรือไม่?
อุปกรณ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลระดับฮาร์ดแวร์ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของคลาวด์ที่ใช้ประมวลผล และควรแจ้งให้ผู้ร่วมประชุมทราบก่อนการบันทึกเสียงทุกครั้ง
อ่านต่อ

แก็ดเจ็ต & ไอที8 วิว
10 เรื่องน่ารู้ในวงการแก็ดเจ็ตและไอที อัปเดตสถิติและเทรนด์เทคโนโลยีปี 2026
เจาะลึก 10 ข้อเท็จจริงและสถิติสำคัญในวงการไอทีและแก็ดเจ็ตโลก ทั้งการเติบโตของคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ ตลาดแว่นตาอัจฉริยะ และทิศทางอุปกรณ์สวมใส่ล่าสุด
ในบทความ: คอมพิวเตอร์ AI PC ยึดสัดส่วนเกินครึ่งของตลาดแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล · แว่นตาอัจฉริยะผสาน AI เติบโตก้าวกระโดดและได้รับความนิยมในชีวิตประจำวัน · ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ขยายตัวทะลุหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

แก็ดเจ็ต & ไอที24 วิว
10 เรื่องน่ารู้ในวงการแก็ดเจ็ตและไอที อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2569
เจาะลึก 10 สถิติและปรากฏการณ์สำคัญในวงการไอทีปี 2569 ตั้งแต่วิกฤตชิปหน่วยความจำ การผงาดของ AI PC ไปจนถึงเทรนด์แว่นตาอัจฉริยะ
ในบทความ: วิกฤตราคาชิปหน่วยความจำและการชะลอตัวของยอดส่งมอบสมาร์ตโฟน · การขับเคี่ยวแย่งชิงบัลลังก์สมาร์ตโฟนโลกอันดุเดือด · ราคาขายเฉลี่ยสมาร์ตโฟนโลกขยับสู่จุดสูงสุดใหม่

แก็ดเจ็ต & ไอที8 วิว
10 อันดับหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สาย (ANC) ที่มีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นานที่สุด วางจำหน่ายในไทย ปี 2026
เจาะลึก 10 หูฟังครอบหูไร้สายตัดเสียงรบกวน (ANC) ที่แบตเตอรี่อึดที่สุดในตลาดไทยปี 2026 ใช้งานข้ามวันแบบเปิดโหมดตัดเสียงต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ
ใครคืออันดับ 1? เลื่อนลงไปลุ้นในบทความ
เสียงจากผู้อ่าน
อยากให้เราจัดอันดับอะไร?
บอกมาได้เลย หัวข้อที่คนขอเยอะที่สุดจะได้เขียนก่อน