ข้ามไปยังเนื้อหา
MachidaRank เว็บจัดอันดับ
แนะนำ 10 เรื่อง

10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569

เจาะลึก 10 สถิติและข้อเท็จจริงทางการเงินสำคัญปี 2569 ตั้งแต่วิธีคำนวณภาษีต่างประเทศ เกณฑ์ Thai ESG ดอกเบี้ยนโยบาย ไปจนถึงการมาถึงของ Virtual Bank

กองบรรณาธิการ Machida อ่าน 27 นาที 0 วิว
10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:mariokerkstra.com

ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญหลายประการ ทั้งการปรับตัวของนโยบายการเงิน นวัตกรรมธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) และความตึงตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ต่อปี การทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างถูกต้องจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำหรับนักลงทุนมืออาชีพ แต่กลายเป็นทักษะจำเป็นสำหรับบุคคลทั่วไปในการจัดสรรสินทรัพย์อย่างปลอดภัย

นอกจากสภาวะเศรษฐกิจมหาภาคแล้ว กลไกด้านภาษีและการออมยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศตามหลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) หรือการปรับบทบาทของเครื่องมือลดหย่อนภาษีอย่าง Thai ESG และ RMF ที่เข้ามาแทนที่รอบการซื้อของกองทุน SSF ข้อมูลเหล่านี้ส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีและสภาพคล่องในกระเป๋าของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

MachidaRank ได้รวบรวม 10 เรื่องน่ารู้ทางการเงินและการลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบสถิติและข้อเท็จจริงล่าสุดในปี 2569 เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลประกอบการวางแผนชีวิต จัดพอร์ตลงทุน และป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนได้อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

คัดเลือกอย่างไร

คัดเลือกรายการโดย MachidaRank อิงจากข้อมูลสถิติจริง กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย และตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจการเงินที่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการและมีความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงปี 2568–2569 ครอบคลุมทั้งประเด็นภาษี นโยบายการเงิน วินัยทางการคลัง การบริหารสินเชื่อ และกลยุทธ์การจัดพอร์ตสินทรัพย์ส่วนบุคคล เพื่อให้ผู้อ่านนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้รอบด้าน

ทั้ง 10 รายการ

01

เกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากต่างประเทศ (Resident Rule)

กฎเกณฑ์ควบคุมการดึงเงินลงทุนต่างประเทศกลับไทย

กฎหมายภาษีสำคัญอัตราภาษีตามขั้นบันได 5% – 35%

เกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากต่างประเทศ (Resident Rule) — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพประกอบสร้างโดย MachidaRank เว็บจัดอันดับ (AI)

การปรับแนวปฏิบัติการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อเนื่องจนถึงปีภาษี 2569 โดยกำหนดให้บุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีใดปีภาษีหนึ่ง หากนำเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศเข้ามาในไทย จะต้องนำเงินได้นั้นมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีที่นำเข้า โดยไม่คำนึงว่าเงินได้นั้นจะเกิดขึ้นในปีภาษีใดก็ตาม ซึ่งเป็นการยกเลิกช่องว่างเดิมที่เคยอนุญาตให้พักเงินไว้ข้ามปีภาษี

ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนรายย่อยที่เปิดบัญชีลงทุนในหุ้นต่างประเทศ กองทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศโดยตรง เพราะเมื่อมีการโอนกำไรหรือเงินต้นกลับเข้าสู่บัญชีในประเทศไทย จะต้องมีหลักฐานเอกสารที่ชัดเจนในการแยกแยะระหว่างเงินลงทุนดั้งเดิมกับผลกำไรจากการลงทุน เพื่อยื่นแสดงภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การวางแผนภาษีในปี 2569 จึงต้องอาศัยการจัดทำบัญชีบันทึกการทำธุรกรรม (Transaction Log) อย่างเป็นระบบ หรือพิจารณาใช้เครื่องมือการลงทุนที่จดทะเบียนในไทย เช่น กองทุนรวม FIF (Foreign Investment Fund) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรส่วนต่างของราคาในประเทศ

หน่วยงานกำกับดูแล
กรมสรรพากร
สถานะการบังคับใช้
มีผลต่อเนื่องปี 2568–2569
กลุ่มเป้าหมายหลัก
ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย 180 วันขึ้นไป
  • นับรวมเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้าไทยโดยไม่สนใจปีที่เกิดรายได้
  • กระทบต่อการบริหารเงินสดของนักลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรง
  • กระตุ้นความนิยมของเครื่องมือการลงทุนทางอ้อม เช่น กองทุน FIF และ DR

จุดเด่น

  • สร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ
  • ทำให้ระบบจัดเก็บภาษีของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ข้อควรรู้

  • ต้องเก็บเอกสารหลักฐานต้นทุนและกำไรย้อนหลังอย่างละเอียด
  • เพิ่มภาระภาษีสำหรับผู้ที่นำกำไรจากต่างประเทศกลับเข้าไทย

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในต่างประเทศ เพื่อใช้วางแผนการดึงสภาพคล่องกลับไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

02

เกณฑ์การถือครองและสิทธิลดหย่อนกองทุน Thai ESG

กองทุนลดหย่อนภาษีทางเลือกใหม่ระยะถือครอง 5 ปี

สิทธิประโยชน์ภาษีลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท

เกณฑ์การถือครองและสิทธิลดหย่อนกองทุน Thai ESG — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:freepik.com

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG ได้รับการปรับปรุงเงื่อนไขให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น โดยขยายเพดานหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี ซึ่งเป็นวงเงินอิสระที่แยกขาดจากกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ เช่น RMF, SSF เดิม, กบข. หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีเพดานรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท

จุดเด่นสำคัญของเกณฑ์ Thai ESG ในปีภาษี 2568–2569 คือการลดระยะเวลาถือครองลงเหลือเพียง 5 ปีบริบูรณ์นับจากวันที่ซื้อ (จากเดิมที่ต้องถือครองยาวนาน 8 ปีเต็ม) ทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนรอบการหมุนเวียนเงินทุนได้คล่องตัวยิ่งขึ้น พร้อมกับได้ช่วยสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

การมีสิทธิลดหย่อนที่แยกวงเงินต่างหากทำให้ผู้ที่มีฐานภาษีสูงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนได้สูงสุดถึง 800,000 บาทเมื่อรวมกับกลุ่มกองทุนเกษียณอายุ จึงเป็นเครื่องมือบริหารภาษีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดรายการหนึ่งในปัจจุบัน

หน่วยงานกำกับดูแล
กรมสรรพากร / สำนักงาน ก.ล.ต.
สถานะการบังคับใช้
มีผลต่อเนื่องปี 2568–2569

ข้อมูลใช้งานจริง

การนับระยะเวลา
นับแบบวันชนวันครบ 5 ปีบริบูรณ์
สัดส่วนเงินได้
สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน
  • เพดานลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาทต่อปี
  • ระยะเวลาถือครองสั้นลงเหลือเพียง 5 ปีบริบูรณ์
  • วงเงินแยกต่างหาก ไม่นับรวมกับเพดาน 500,000 บาทของกลุ่ม RMF

จุดเด่น

  • ระยะเวลาผูกพันสั้นกว่ากองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น
  • เพิ่มพื้นที่ลดหย่อนภาษีรวมให้สูงถึง 800,000 บาท

ข้อควรรู้

  • นโยบายเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นหรือตราสารหนี้ ESG ในไทยเท่านั้น
  • ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยเป็นหลัก

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ประจำที่ต้องการลดหย่อนภาษีด้วยระยะเวลาการถือครองที่ไม่ยาวนานเกินไป

03

การกำเนิดธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในไทย

ธนาคารยุคใหม่ไร้สาขากายภาพ ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทางเลือก

นวัตกรรมดิจิทัลค่าธรรมเนียมธุรกรรมส่วนใหญ่ฟรี

การกำเนิดธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในไทย — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:freepik.com

ภูมิทัศน์การเงินไทยปี 2569 ก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผู้เล่น 3 กลุ่มใหญ่ที่คว้าใบอนุญาต Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา เดินหน้าเตรียมพร้อมสู่การเปิดระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบ ได้แก่ พันธมิตร SCB X, WeTechnology และ KakaoBank; เครือข่ายธนาคารกรุงไทยร่วมกับ AIS และ OR; และกลุ่มเอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (Ascend)

จุดเด่นของธนาคารรูปแบบนี้อยู่ที่การตัดภาระด้านสาขาและตู้ ATM ออกทั้งหมด ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการได้อย่างมหาศาล ความได้เปรียบด้านต้นทุนจึงถูกส่งต่อมาเป็นผลประโยชน์แก่ลูกค้า ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ รวมถึงบริการสินเชื่อที่นำฐานข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินความเสี่ยงแทนเอกสารแบบเดิม

หัวใจหลักของ Virtual Bank คือการแก้โจทย์ให้กลุ่ม Underserved ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เคยกู้เงินในระบบยาก ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนที่ถูกกฎหมาย ปลอดภัย และมีธนาคารแห่งประเทศไทยคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

หน่วยงานกำกับดูแล
ธปท. / กระทรวงการคลัง
สถานะการบังคับใช้
อนุมัติ 3 ราย เตรียมเปิดบริการปี 2569

ข้อมูลใช้งานจริง

การคุ้มครองเงินฝาก
สูงสุด 1 ล้านบาทต่อรายผู้ฝาก
  • 3 กลุ่มพันธมิตรยักษ์ใหญ่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง
  • ไม่มีสาขาและตู้เอทีเอ็ม ให้บริการผ่านดิจิทัล 100%
  • ใช้ Alternative Data ประเมินสินเชื่อสำหรับฟรีแลนซ์

จุดเด่น

  • เพิ่มการแข่งขันในระบบธนาคาร ส่งผลดีต่ออัตราดอกเบี้ยและโปรโมชัน
  • อนุมัติสินเชื่อสะดวกขึ้นโดยไม่ง้อสลิปเงินเดือน

ข้อควรรู้

  • ไม่มีสาขาสำหรับรับบริการแบบพบหน้าเจ้าหน้าที่
  • ผู้ใช้งานต้องมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนและความปลอดภัยไซเบอร์

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและคนรุ่นใหม่ที่มองหาบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษและสินเชื่อที่ไม่ต้องใช้เอกสารรายได้แบบเดิม

04

เพดานการคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท (DPA)

โครงข่ายความปลอดภัยขั้นพื้นฐานสำหรับเงินฝากในระบบธนาคาร

ความปลอดภัยเงินออมวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1,000,000 บาท

เพดานการคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท (DPA) — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:jenniferfgallagher / Pixabay

หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่คนมีเงินออมต้องรู้ คือเพดานการคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ซึ่งรองรับสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์รวม 32 แห่ง โดยจำกัดสิทธิ์ไว้ที่ 1 ล้านบาท ต่อหนึ่งสถาบันการเงิน และต่อหนึ่งชื่อผู้ฝากเท่านั้น

แม้สัดส่วนผู้ฝากเงินถึงร้อยละ 98.23 ในระบบการเงินไทยจะได้รับการคุ้มครองครบทั้งยอดตามสถิติล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากใครมีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไปในบัญชีเดี่ยว ย่อมมีความเสี่ยงต่อความเสียหายหากเกิดวิกฤตกับสถาบันการเงินนั้นๆ

วิธีรับมือสำหรับผู้มีเงินเก็บก้อนใหญ่หรือเงินหมุนเวียนธุรกิจ คือการกระจายเงินไปฝากตามสถาบันการเงินต่างๆ ไม่ให้เกินแห่งละ 1 ล้านบาท หรือจะโยกย้ายเงินส่วนที่เกินเพดานไปจัดสรรไว้ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หน่วยงานกำกับดูแล
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)
สถานะการบังคับใช้
บังคับใช้ต่อเนื่องปี 2568–2569
กลุ่มเป้าหมายหลัก
ผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน 32 แห่ง
  • คุ้มครอง 1 ล้านบาท ต่อ 1 ราย ต่อ 1 สถาบันการเงิน
  • ครอบคลุมผู้ฝากเงินเต็มจำนวนถึง 98.23% ของทั้งระบบ
  • คุ้มครองเงินฝากกระแสรายวัน ออมทรัพย์ และประจำในสกุลเงินบาท

จุดเด่น

  • สร้างเสถียรภาพและความมั่นใจให้ระบบการเงินของประเทศ
  • ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เกือบ 100% ได้รับการปกป้องเต็มจำนวน

ข้อควรรู้

  • ยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทในธนาคารเดียวกันจะไม่ได้รับความคุ้มครองทันที
  • ไม่ครอบคลุมบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้สะสมเงินสดและเจ้าของธุรกิจ เพื่อวางแผนกระจายความเสี่ยงในการฝากเงินสดไม่ให้เกินเกณฑ์คุ้มครอง

05

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ระดับ 85.2%

ภาพสะท้อนภาระผูกพันทางการเงินและภาวะสินเชื่อตึงตัว

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสัดส่วน 85.2% ต่อ GDP

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ระดับ 85.2% — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพประกอบสร้างโดย MachidaRank เว็บจัดอันดับ (AI)

ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยล่าสุดปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 85.2% คิดเป็นมูลค่าหนี้คงค้างราว 16.4 ล้านล้านบาท แม้ในเชิงตัวเลขจะดูเหมือนสถานการณ์ผ่อนคลายลงจากระดับ 90% ในช่วงปีก่อนหน้า แต่ข้อเท็จจริงเบื้องหลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่น่าจับตา

การลดลงของสัดส่วนหนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนชำระหนี้เสร็จสิ้นเป็นหลัก หากแต่เกิดจากการที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของหนี้เติบโตเพียง 0.6% YoY สภาวะการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูงขึ้นทำให้กำลังซื้อในระบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์

ในบริบทของการเงินส่วนบุคคล สถิตินี้ตอกย้ำว่าสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับประวัติเครดิตและภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) อย่างมาก การรักษาประวัติการชำระเงินให้ขาวสะอาดและการควบคุมภาระหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดหากมีแผนจะขอสินเชื่อ

หน่วยงานกำกับดูแล
ธนาคารแห่งประเทศไทย
สถานะการบังคับใช้
ข้อมูลรายงาน ณ ไตรมาส 2/2569
  • สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 85.2%
  • มูลค่าหนี้คงค้างรวมประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท
  • การอนุมัติสินเชื่อใหม่เข้มงวดขึ้น สะท้อนการหดตัวของสภาพคล่อง

จุดเด่น

  • สัดส่วนหนี้เริ่มชะลอการเติบโต ช่วยลดความเสี่ยงฟองสบู่เครดิต
  • กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักรู้เรื่องวินัยทางการเงินมากขึ้น

ข้อควรรู้

  • สถาบันการเงินเข้มงวด ส่งผลให้อนุมัติสินเชื่อบ้านและรถยากขึ้น
  • กำลังซื้อภายในประเทศถูกกดดันจากภาระหนี้เดิม

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนกู้ซื้อบ้านหรือขอกู้เงินก้อน เพื่อเตรียมวินัยทางการเงินล่วงหน้าก่อนยื่นขอสินเชื่อ

06

การสิ้นสุดรอบจัดตั้งกองทุน SSF และการปรับบทบาทสู่ RMF

การสิ้นสุดของเครื่องมือออมระยะกลางสู่การจัดสรรพอร์ตภาษียุคใหม่

การปรับพอร์ตภาษีโควตาลดหย่อน SSF เดิม 200,000 บาท

การสิ้นสุดรอบจัดตั้งกองทุน SSF และการปรับบทบาทสู่ RMF — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพประกอบสร้างโดย MachidaRank เว็บจัดอันดับ (AI)

กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF (Super Savings Fund) ได้สิ้นสุดระยะเวลาโครงการซื้อหน่วยลงทุนใหม่สำหรับปีแรกตามกรอบเวลาเดิม ทำให้ตั้งแต่ปีภาษี 2568 ต่อเนื่องถึง 2569 ผู้ลงทุนไม่สามารถซื้อหน่วยลงทุน SSF ก้อนใหม่เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป ส่งผลให้โครงสร้างการวางแผนภาษีต้องปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง

ผู้ลงทุนจำเป็นต้องโยกย้ายเป้าหมายการลดหย่อนภาษีไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งมีเงื่อนไขการถือครองจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์และไม่น้อยกว่า 5 ปีการลงทุน หรือจัดสรรเงินไปยังกองทุน Thai ESG ที่มีระยะเวลาถือครอง 5 ปีแทน เพื่อเติมเต็มสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หายไป

สำหรับหน่วยลงทุน SSF เดิมที่เคยซื้อไว้ก่อนหน้านี้ นักลงทุนยังคงต้องถือครองให้ครบตามเงื่อนไข 10 ปีวันชนวัน เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขทางภาษีและถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ การจัดระเบียบพอร์ตภาษีจึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนใหม่อย่างรอบคอบ

หน่วยงานกำกับดูแล
กรมสรรพากร
สถานะการบังคับใช้
มีผลต่อเนื่องปีภาษี 2568–2569

ข้อมูลใช้งานจริง

เครื่องมือทดแทน
RMF (สูงสุด 500,000 บ.) และ Thai ESG (สูงสุด 300,000 บ.)
  • สิ้นสุดการซื้อหน่วยลงทุนใหม่สำหรับ SSF
  • ต้องถือหน่วยลงทุนเดิมให้ครบ 10 ปีวันชนวัน
  • ปรับพอร์ตลดหย่อนภาษีหลักไปที่ RMF และ Thai ESG แทน

จุดเด่น

  • ทำให้เป้าหมายการลงทุนเพื่อการเกษียณผ่าน RMF มีความชัดเจนขึ้น
  • ลดความสับสนในการกระจายเงินในหลายประเภทกองทุน

ข้อควรรู้

  • ขาดตัวเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีระยะกลางแบบ 10 ปี
  • หากย้ายไป RMF ต้องยอมรับเงื่อนไขการถือครองจนถึงอายุ 55 ปี

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ที่เคยซื้อ SSF เป็นประจำ เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีประจำปีได้อย่างถูกต้อง

07

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.00% ต่อปี

หมุดหมายสำคัญที่กำหนดทิศทางต้นทุนเงินกู้และผลตอบแทนเงินฝาก

นโยบายการเงินร้อยละ 1.00 ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.00% ต่อปี — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:istockphoto.com

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผ่อนคลายภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลก

ระดับดอกเบี้ยที่ 1.00% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปในระบบธนาคารพาณิชย์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ นักออมเงินจึงไม่สามารถพึ่งพาผลตอบแทนจากบัญชีเงินฝากทั่วไปเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อได้ และจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ หุ้นกู้ภาคเอกชนคุณภาพดี หรือกองทุนรวมผสม

ในทางกลับกัน อัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ส่งผลดีต่อผู้ที่มีภาระหนี้สินอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เช่น สินเชื่อบ้าน เพราะช่วยชะลอการปรับขึ้นของค่างวด และเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเจรจาขอลดดอกเบี้ย (Retention) หรือการรีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยรวม

หน่วยงานกำกับดูแล
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
สถานะการบังคับใช้
มติ กนง. สิงหาคม – กันยายน 2569
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ 1.00% ต่อปี
  • ช่วยประคองต้นทุนทางการเงินของผู้กู้สินเชื่อบ้าน
  • ผลตอบแทนเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ

จุดเด่น

  • ช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนดอกเบี้ยของภาคธุรกิจและประชาชน
  • เอื้อต่อการลงทุนในภาคการผลิตและการจ้างงาน

ข้อควรรู้

  • ผลตอบแทนจากการพักเงินในบัญชีเงินฝากทั่วไปไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ
  • การค้นหาผลตอบแทน (Search for Yield) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงเกินไป

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับผู้ผ่อนบ้านที่ต้องการวางแผนรีไฟแนนซ์ และผู้มีเงินออมที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนทางเลือก

08

บทบาทของทองคำในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)

สินทรัพย์กันชนความเสี่ยงที่ควรมีติดพอร์ตการลงทุน

กลยุทธ์จัดพอร์ตสัดส่วนพอร์ตแนะนำ 5–10%

บทบาทของทองคำในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพประกอบสร้างโดย MachidaRank เว็บจัดอันดับ (AI)

ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกในปี 2569 บรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำต่างแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในทองคำแท่งหรือกองทุนรวมทองคำที่สัดส่วน 5% ถึง 10% ของมูลค่าพอร์ตการลงทุนรวมทั้งหมด

ทองคำมีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ต่ำกับตลาดหุ้นและพันธบัตร ในยามที่ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนหรือเกิดภาวะสงครามและความตึงเครียดทางการค้า ทองคำมักทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันมูลค่าของความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยชดเชยการด้อยค่าของเงินตราจากภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว

การเข้าถึงทองคำในปัจจุบันทำได้สะดวกขึ้นอย่างมาก ทั้งการลงทุนผ่านแอปพลิเคชันออมทองออนไลน์ การซื้อกองทุนรวมอีทีเอฟ (Gold ETF) หรือกองทุนเปิดที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขายสูง ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถทยอยสะสมได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานที่จัดเก็บ

สถานะการบังคับใช้
คำแนะนำพอร์ตโฟลิโอ ไตรมาส 2–3/2569

ข้อมูลใช้งานจริง

สัดส่วนที่แนะนำ
5% ถึง 10% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม
  • สัดส่วนที่แนะนำคือ 5–10% ของพอร์ตโฟลิโอ
  • ทำหน้าที่ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม
  • มีช่องทางสะสมหลากหลาย ทั้งกองทุนรวมและแอปพลิเคชันออมทอง

จุดเด่น

  • ช่วยปกป้องความมั่งคั่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสงคราม
  • เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทั่วโลก

ข้อควรรู้

  • ทองคำไม่มีกระแสเงินสดในรูปเงินปันผลหรือดอกเบี้ย
  • ราคามีความผันผวนตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

09

สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และกลุ่มเปราะบาง

ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแบกรับภาระหนี้สินส่วนบุคคล

สุขภาพทางการเงินDSR กลุ่มเปราะบาง 40.1%

สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และกลุ่มเปราะบาง — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพ:liveworksheets.com

ตัวเลขจากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ประจำปี 2569 ชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนภัย เมื่อกลุ่มครัวเรือนไทยที่หาเงินได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท แบกรับภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงแตะ 40.1% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของครัวเรือนที่มีหนี้ทั่วไปอยู่ที่ 26.3%

ระดับ DSR 40.1% สะท้อนภาพจริงว่า รายรับทุกๆ 100 บาท จะถูกหักไปจ่ายหนี้เกินกว่า 40 บาท ส่งผลให้มีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 60 บาท ยิ่งในภาวะที่ค่าพลังงานและอาหารมีราคาแพงขึ้น สภาพคล่องจึงมีโอกาสสะดุดจนต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบในที่สุด

ในการจัดสรรเงินส่วนบุคคล ตัวเลข DSR ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่ไม่ควรมองข้าม โดยหลักการบริหารเงินที่ดีระบุว่ายอดรวมการชำระหนี้ทุกก้อนไม่ควรเกิน 30% - 35% ของรายรับในแต่ละเดือน เพื่อรักษาเสถียรภาพและเปิดโอกาสให้มีเงินออมไว้รองรับยามฉุกเฉิน

หน่วยงานกำกับดูแล
สำนักงานสถิติแห่งชาติ / ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
สถานะการบังคับใช้
รายงานวิเคราะห์ข้อมูล ตุลาคม 2569
  • กลุ่มรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท มี DSR สูงถึง 40.1%
  • ค่าเฉลี่ย DSR ของครัวเรือนทั่วไปอยู่ที่ 26.3%
  • สะท้อนความเปราะบางของสภาพคล่องเมื่อเจอปัญหาค่าครองชีพ

จุดเด่น

  • เป็นดัชนีเตือนภัยทางการเงินที่ช่วยประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคลได้อย่างแม่นยำ
  • ช่วยให้ภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาตรการแก้หนี้ได้ตรงจุด

ข้อควรรู้

  • กลุ่มที่มี DSR สูงจะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หากมีเหตุฉุกเฉิน
  • แทบไม่มีเงินเหลือสำหรับการออมระยะยาวหรือการลงทุน

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการประเมินสุขภาพทางการเงินของตนเองก่อนก่อหนี้ก้อนใหม่

10

เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กรอบวินัย 70%

มาตรวัดความยั่งยืนทางการคลังและกรอบการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

วินัยการเงินการคลังสัดส่วน 67.94% ต่อ GDP

เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กรอบวินัย 70% — 10 เรื่องน่ารู้ด้านการเงินและการลงทุน รับมือเศรษฐกิจปี 2569
ภาพประกอบสร้างโดย MachidaRank เว็บจัดอันดับ (AI)

ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของประเทศไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 67.94% ต่อ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่เข้าใกล้กรอบเพดานวินัยการเงินการคลังตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดเพดานสูงสุดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP

ระดับหนี้สาธารณะที่ขยับชิดกรอบเพดานสะท้อนข้อจำกัดของภาครัฐในการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป การลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือโครงการแจกเงินเยียวยาจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้นเพื่อรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ของประเทศ

สำหรับนักลงทุน ผลกระทบจากหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาวมีแนวโน้มขยับตัวขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนและการประเมินมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจึงควรติดตามทิศทางการจัดทำงบประมาณของภาครัฐอย่างใกล้ชิด

หน่วยงานกำกับดูแล
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)
สถานะการบังคับใช้
ข้อมูลรายงาน สิ้นสิงหาคม 2569

ข้อมูลใช้งานจริง

กรอบเพดานตามกฎหมาย
ไม่เกิน 70% ของ GDP
  • หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 67.94% ต่อ GDP
  • กรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 70%
  • จำกัดพื้นที่ทางการคลังในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

จุดเด่น

  • กรอบเพดานช่วยสร้างวินัยทางการคลังและควบคุมการก่อหนี้เกินตัว
  • รักษาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ

ข้อควรรู้

  • ภาครัฐมีข้อจำกัดในการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือหากหนี้ทะลุกรอบ

เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับนักลงทุนพันธบัตรและนักวิเคราะห์ตลาดทุน เพื่อประเมินทิศทางอัตราผลตอบแทนและนโยบายการคลัง

เปรียบเทียบทั้ง 10 รายการ

#รายการหน่วยงานกำกับดูแลสถานะการบังคับใช้
1เกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากต่างประเทศ (Resident Rule)กรมสรรพากรมีผลต่อเนื่องปี 2568–2569
2เกณฑ์การถือครองและสิทธิลดหย่อนกองทุน Thai ESGกรมสรรพากร / สำนักงาน ก.ล.ต.มีผลต่อเนื่องปี 2568–2569
3การกำเนิดธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในไทยธปท. / กระทรวงการคลังอนุมัติ 3 ราย เตรียมเปิดบริการปี 2569
4เพดานการคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท (DPA)สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)บังคับใช้ต่อเนื่องปี 2568–2569
5สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ระดับ 85.2%ธนาคารแห่งประเทศไทยข้อมูลรายงาน ณ ไตรมาส 2/2569
6การสิ้นสุดรอบจัดตั้งกองทุน SSF และการปรับบทบาทสู่ RMFกรมสรรพากรมีผลต่อเนื่องปีภาษี 2568–2569
7อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.00% ต่อปีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)มติ กนง. สิงหาคม – กันยายน 2569
8บทบาทของทองคำในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)–คำแนะนำพอร์ตโฟลิโอ ไตรมาส 2–3/2569
9สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และกลุ่มเปราะบางสำนักงานสถิติแห่งชาติ / ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานวิเคราะห์ข้อมูล ตุลาคม 2569
10เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กรอบวินัย 70%สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)ข้อมูลรายงาน สิ้นสิงหาคม 2569

เลือกแบบไหนดี?

สรุปสั้นๆ ว่าแต่ละรายการเหมาะกับใคร

บทสรุป

การบริหารเงินในปี 2569 จำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้เชิงรุกและกลยุทธ์เชิงรับ ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจกฎหมายการเงินใหม่ๆ เช่น ภาษีเงินได้ต่างประเทศและข้อกำหนดกองทุนลดหย่อนภาษี การจัดพอร์ตที่กระจายตัวในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ พร้อมกับสำรองสภาพคล่องในสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง จะช่วยให้คุณรักษาความมั่งคั่งและบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

อ่านเพิ่มในหัวข้อการเงินและการลงทุน27เศรษฐกิจโลก17การออมเงิน16

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. 1.bot.or.th
  2. 2.bot.or.th
  3. 3.kasikornresearch.com
  4. 4.thairath.co.th
  5. 5.thansettakij.com
  6. 6.prachachat.net
  7. 7.bot.or.th
  8. 8.line.me
  9. 9.facebook.com
  10. 10.dpa.or.th
  11. 11.keptbykrungsri.com
  12. 12.itax.in.th
  13. 13.kasikornasset.com
  14. 14.youtube.com
  15. 15.finnomena.com
  16. 16.daol.co.th
  17. 17.itax.in.th
  18. 18.rd.go.th
  19. 19.expattaxthailand.com
  20. 20.arac.co.th
  21. 21.scb.co.th
  22. 22.posttoday.com
  23. 23.bot.or.th
  24. 24.bangkokbank.com
  25. 25.marketeeronline.co
  26. 26.dpa.or.th

คำถามที่พบบ่อย

ในปี 2569 ลงทุนในหุ้นต่างประเทศแล้วนำกำไรกลับเข้าไทย ต้องเสียภาษีอย่างไร?

หากคุณอยู่ในประเทศไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น เมื่อนำกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศโอนกลับเข้าไทย จะต้องนำยอดกำไรดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่นำเข้า ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 โดยไม่คำนึงว่ากำไรนั้นจะเกิดขึ้นในปีใด

กองทุน Thai ESG ต่างจากกองทุน RMF อย่างไร?

Thai ESG มีระยะเวลาการถือครองเพียง 5 ปีบริบูรณ์นับจากวันซื้อ และเน้นลงทุนในสินทรัพย์ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG โดยมีวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากสูงสุด 300,000 บาท ขณะที่ RMF ต้องถือครองจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์และไม่น้อยกว่า 5 ปีการลงทุน แต่นโยบายการลงทุนมีความหลากหลายทั่วโลกมากกว่า และใช้วงเงินรวมกับกลุ่มเกษียณสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ถ้ามีเงินฝากในธนาคารเกิน 1 ล้านบาท ควรบริหารจัดการอย่างไรให้ปลอดภัย?

เนื่องด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) รับประกันยอดเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายชื่อผู้ฝาก ในแต่ละสถาบันการเงิน หากมียอดเงินออมมากกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ควรแบ่งเงินสดไปเปิดบัญชีกับสถาบันการเงินแห่งอื่นโดยคุมวงเงินไม่ให้เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง หรืออาจกระจายเงินส่วนเกินไปพักไว้ในตราสารความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) และพันธบัตรรัฐบาล

ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในไทยจะเริ่มเปิดให้บริการเมื่อใด?

ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจได้รับการเห็นชอบจัดตั้งจากกระทรวงการคลังและ ธปท. แล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบไอทีและความปลอดภัย โดยคาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้อย่างเป็นทางการภายในช่วงปลายปี 2569

สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เท่าใดจึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย?

เกณฑ์มาตรฐานด้านการเงินส่วนบุคคลแนะนำว่า สัดส่วนภาระผ่อนชำระหนี้ทุกประเภทรวมกันต่อเดือน ไม่ควรเกิน 30% ถึง 35% ของรายได้รวมต่อเดือน หากเกิน 40% จะเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวและมีความเสี่ยงต่อสภาพคล่องเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

10 อันดับกองทุนรวม RMF ตราสารทุน ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) สูงที่สุดในไทย อัปเดตล่าสุดปี 2569
จัดอันดับ 10 → 1

การเงิน & การลงทุน2 วิว

10 อันดับกองทุนรวม RMF ตราสารทุน ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) สูงที่สุดในไทย อัปเดตล่าสุดปี 2569

ส่อง 10 กองทุน RMF หุ้นยอดนิยมของคนไทยที่มีเม็ดเงินลงทุนสะสมสูงที่สุด อัปเดตตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจริงช่วงปลายปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางวางแผนภาษีและสร้างพอร์ตเกษียณ

ใครคืออันดับ 1? เลื่อนลงไปลุ้นในบทความ

รายการแนะนำกองทุนรวมหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกในไทย ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) สูง อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2569
แนะนำ 10 เรื่อง

การเงิน & การลงทุน0 วิว

รายการแนะนำกองทุนรวมหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกในไทย ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) สูง อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2569

เจาะลึก 10 กองทุนรวมหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย วัดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ประจำปี 2569 พร้อมเปิดโผกองทุนหลักและกลยุทธ์จับกระแส AI

ในบทความ: กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลอินโนเวชั่นและเทคโนโลยี (B-INNOTECH) · กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology (ES-GTECH) · กองทุนเปิดเค โกลบอล เทคโนโลยี หุ้นทุน (K-GTECH)

10 บัตรเครดิตสะสมคะแนนยอดนิยมปี 2569 รูดคุ้มทุกไลฟ์สไตล์พร้อมเร่งแต้มแลกสิทธิพิเศษ
แนะนำ 10 เรื่อง

การเงิน & การลงทุน0 วิว

10 บัตรเครดิตสะสมคะแนนยอดนิยมปี 2569 รูดคุ้มทุกไลฟ์สไตล์พร้อมเร่งแต้มแลกสิทธิพิเศษ

รวม 10 บัตรเครดิตสะสมพอยต์ยอดนิยมประจำปี 2569 เปรียบเทียบอัตราสะสมแต้ม สิทธิพิเศษเร่งคะแนน และความคุ้มค่าในการแลกของรางวัลหรือไมล์บิน เพื่อวางแผนการเงินช่วงปลายปีอย่างชาญฉลาด

ในบทความ: บัตรเครดิต UOB PRVI Miles · บัตรเครดิต KTC Visa Signature · บัตรเครดิต ttb so fast

เสียงจากผู้อ่าน

อยากให้เราจัดอันดับอะไร?

บอกมาได้เลย หัวข้อที่คนขอเยอะที่สุดจะได้เขียนก่อน